วิตามินบำรุงผิว แนะนำวิตามินที่กินแล้วช่วยให้ผิวสวย ขาวกระจ่างใส และดูดีมีออร่า

วิตามินบำรุงผิว ถือเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้ผิวของเราสวย ขาว กระจ่างใส เรียบเนียน เปล่งปลั่ง และดูดีมีออร่าได้ ท่ามกลางสภาพอากาศ และมลภาวะต่างๆ ที่คอยเป็นตัวการ ในการทำร้ายผิวของเรา แถมยังเป็นต้นตอของปัญหาริ้วรอย และจุดด่างดำอีกด้วย หลายคนล้วนปรารถนา ให้ตัวเองมีผิวพรรณที่ดูดี แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทั้งงานที่ยุ่งวุ่นวาย จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน และไม่มีเวลากินอาหารที่ดี มีประโยชน์

ดังนั้น การมองหาตัวช่วย มาทำหน้าที่บำรุงผิวของเรา แบบวิตามินชนิดต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะการมีสุขภาพผิวที่ดี มีค่ายิ่งกว่าทองคำ นอกจากนี้ การมีผู้ช่วยอย่างวิตามิน มาช่วยบำรุงผิวของเรา ก็ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี จากภายในสู่ภายนอก และยังช่วยให้ผิวสวย ได้ในระยะเวลารวดเร็วอีกด้วย

วิตามินบำรุงผิว ชนิดไหนบ้าง ที่ช่วยให้ผิวสวยใส และดูมีออร่า

  • วิตามินซี

ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใส ช่วยเรื่องสีผิวไม่เท่ากัน และปัญหาจุดด่างดำ อีกทั้งยัง เป็นเกราะป้องกันผิวคล้ำเสีย จากแสงแดด และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

การกินวิตามินซี จะทำให้ผิวใสขึ้น และวิตามินซียังมี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยในเรื่องการชะลอความแก่ และยังช่วยสร้าง หรือกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวเต่งตึง ดูอ่อนเยาว์อีกด้วย แนะนำว่า ไม่ควรกินวิตามินซี เกินวันละ 1,000 มิลลิกรัม และไม่ควรกินในขณะท้องว่าง โดยควรกินวิตามินซีต่อเนื่อง ไม่เกิน 6 เดือน และหยุดพัก 1 เดือน ก่อนกินต่อ

นอกจาก กินวิตามินซีแบบอาหารเสริมแล้ว ยังมีวิตามินซีอยู่ในผัก และผลไม้ ได้แก่ มะเขือเทศ ส้ม สตรอเบอรี่ และบร็อคโคลี่ หรือถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพ การบำรุงให้ล้ำลึก มากขึ้นไปอีก ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี ควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ ละลายในน้ำได้ หากกินเข้าไป มากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ

  • วิตามินอี

มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัย ช่วยรักษาแผลเป็น ช่วยลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี และช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ควรกินวิตามินอี เป็นอาหารเสริม หรือทาบำรุงผิว ด้วยครีมดูแลผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี แนะนำให้กินวิตามินอี วันละ 2 เม็ด จำนวน 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น โดยใน 1 วัน ควรกินวิตามินอี ไม่เกิน 135 – 800 มิลลิกรัม หากกินควบคู่กับวิตามินซี ก็จะยิ่งช่วยให้ผิวดียิ่งขึ้น

วิตามินอีเป็นวิตามินประเภท ละลายในไขมัน จึงควรกินวิตามินอีต่อเนื่อง ไม่เกิน 3 เดือน และหยุดพัก 1 เดือน โดยไม่ควรกินวิตามินอีติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ควรกินเฉพาะตอนที่มีปัญหาเรื่องผิวพรรณ หรือตอนที่มีปัญหาเรื่องขาดวิตามิน ไม่ควรกินวิตามินอี พร้อมกับกินธาตุเหล็ก เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะ ไม่สามารถดูดซึมวิตามินอีได้ จึงควรแยกกันกิน โดยให้กินวิตามินอี ก่อนกินธาตุเหล็ก นาน 8-12 ชั่วโมง

  • วิตามินดี

เป็นวิตามินที่หลายคนมักลืม และมองข้ามไป เพราะไม่รู้ถึงประโยชน์ของมัน ว่ามีส่วนช่วยในการ ป้องกันการเกิดสิว การติดเชื้อต่างๆ และยังช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีได้อีกด้วย แหล่งที่หาวิตามินดี ได้ง่ายมากที่สุด ก็คือ ‘แสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้า’ เพราะผิวของเรา สามารถสังเคราะห์ได้ นอกจากนี้ ก็ยังสามารถรับวิตามินดี ได้จากผลิตภัณฑ์จากนม ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และน้ำมันตับปลา ทั้งนี้ หลายคนอาจจะ มีภาวะ ‘ขาดวิตามินดี’ โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้รับแดดยามเช้า ใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ทาครีมกันแดด หรือไม่ได้บริโภคอาหาร ที่มีวิตามินดี

  • วิตามินบี 3

วิตามินชนิดนี้ ช่วยเรื่องการกระจายเม็ดสีผิว เร่งการผลัดเซลส์ผิว เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการสร้างเมลานิน จึงทำให้ผิวขาวกระจ่างใส ลดการระคายเคือง กระและฝ้าจางลง รอยแดงต่างๆ จางลง และยังช่วย ป้องกันการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น โดยแหล่งรวมวิตามินบี 3 นั้น อยู่ในทั้งรูปแบบครีมบำรุง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทั้งอาหารประเภทไข่ โฮลวีท จมูกข้าวสาลี และลูกพรุน

  • วิตามินบี 5

วิตามินบี 5 หรือ กรดแพนโทธีนิก ช่วยกระตุ้นกระบวนการ ในการรักษาสิว ช่วยดูดซับความชุ่มชื้นให้กับผิว ได้อย่างรวดเร็ว และล้ำลึก รวมทั้งเพิ่มความเนียนนุ่ม ทำให้ผิวน่าสัมผัส จริงๆ แล้ว วิตามินบี 5 พบในอาหารชนิดต่างๆ ได้ในปริมาณน้อย แต่ก็พอจะพบได้บ้าง ในอาหารประเภท หัวใจสัตว์ เนื้อไก่ และไต รวมทั้งธัญพืชที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี เช่น รำข้าว และจมูกข้าวสาลี แต่จะต้องกินเป็นจำนวนมาก กว่าที่จะเห็นผล แนะนำว่า ควรกินวิตามินบี 5 ในรูปแบบอาหารเสริม หรือทาครีม ที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 5 จะได้ผลดีที่สุด

  • วิตามินเค

วิตามินเคช่วยเรื่องปัญหาใต้ตา คล้ำเป็นหมีแพนด้า ปัญหาความคล้ำ แบบกระดำกระด่าง และปัญหาผิวฟกช้ำ อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วย ในกระบวนการรักษา การแข็งตัวของเลือด การฟื้นฟูบาดแผลหลังศัลยกรรม เช่น การทำเลเซอร์ และการผ่าตัด เป็นต้น แหล่งรวมของวิตามินเค ได้แก่ ผักใบเขียว ผักกะหล่ำปลี ตับ นม และน้ำมันมะกอก