ต่อขนตา มีทั้งหมดกี่แบบ ควรต่อแบบไหนให้เหมาะกับรูปตา

ต่อขนตา หนึ่งในหนทางความงาม ที่สาวๆ หลายคนชอบทำ และหลายๆ คนก็อยากจะลอง แต่อาจยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะอันตรายต่อดวงตา กลัวว่าจะแพง กลัวว่าจะดูแลยาก และอีกสารพัดความกลัว วันนี้เราจึงมีคำตอบมาให้ เพื่อที่สาวๆ จะได้เข้าใจ เกี่ยวกับการต่อขนตาทั้งหมด ก่อนตัดสินใจลงมือทำ

ขนตาที่ทางร้านต่างๆ นิยมนำมาใช้ สำหรับการต่อขนตาให้ลูกค้านั้น มักทำมาจากวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่ เส้นผม, เส้นไหม, วัสดุสังเคราะห์ เช่น ไฟเบอร์ โพลีเอสเตอร์ และขนสัตว์ เช่น ขนกระต่าย ขนม้า ขนมิงค์

โดยขนมิงค์เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีน้ำหนักเบา นิ่ม ดูเป็นธรรมชาติ และมีความเงาเทียบเท่าขนตาจริง แต่ก็มีราคาสูงกว่าวัสดุชนิดอื่นๆ

ต่อขนตา มีรูปแบบหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. แบบ Classic หรือแบบเส้นต่อเส้น คือการต่อขนตาแบบใช้ขนตาจริง 1 เส้น ต่อขนตาปลอม 1 เส้น ซึ่งจะทำให้ขนตาดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

2. แบบ 2D คือการต่อขนตาแบบใช้ขนตาจริง 1 เส้น ต่อขนตาปลอม 1 ช่อ หรือ 2 เส้น ซึ่งจะทำให้ขนตาดูหนาขึ้น และดวงตาดูหวานขึ้น

3. แบบ Volume คือการต่อขนตาแบบใช้ขนตาจริง 1 เส้น ต่อขนตาปลอม 1 ช่อ หรือ 3-5 เส้น ซึ่งจะทำให้ขนตาดูหนามาก เหมาะสำหรับผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำ หรือแต่งหน้าสำหรับออกงาน

4. แบบ Hybrid คือการต่อขนตาที่ผสมผสาน  ระหว่างแบบ Classic และแบบ Volume โดยจะต่อขนตาแบบเส้นต่อเส้น สลับกับแบบเส้นต่อช่อ ซึ่งจะทำให้ดวงตาดูคมชัดขึ้น เหมือนสาวสายฝอ

ควรต่อขนตาแบบไหน เพื่อให้เหมาะกับรูปตา

1. ตากลมโต ควรต่อขนตาแบบ Volume เพื่อเน้นดวงตาให้ดูโดดเด่น และดูหวานมากขึ้น

2. ตาเรียว ควรต่อขนตาแบบ Classic หรือแบบเส้นต่อเส้น และเน้นเพิ่มความหนาที่หางตา จะช่วยให้ตาดูเฉี่ยวขึ้น และยังดูเป็นธรรมชาติอยู่

3. ตาเล็ก หรือขนตาทิ่มลง หรือหางตาตก ควรต่อขนตาแบบ Classic หรือแบบเส้นต่อเส้น เพื่อช่วยปรับทรงตาให้ดูเชิดขึ้น เพื่อเพิ่มขนตาให้ดูเยอะขึ้น เพื่อให้ขนตาดูยาวกว่าเดิม และตาดูโตขึ้น แต่ยังได้ลุคธรรมชาติอยู่

4. ตาชั้นเดียว ควรต่อขนตาแบบ Classic หรือแบบเส้นต่อเส้น และเน้นเพิ่มความยาวช่วงกลางตา จะให้ลุคที่ดูตาหวานขึ้น หรือจะดูตาเฉี่ยวขึ้นก็ได้